ชาวแคนาดาตึงเครียดทางวัฒนธรรมและนโยบายการย้ายถิ่น
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความรู้สึกไม่พอใจต่อชาวอินเดียในหมู่พลเมืองแคนาดาจำนวนหนึ่งเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เหตุการณ์ที่ดูเหมือนเป็นเพียงสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม เช่น รูปปั้นเทพฮินดูขนาดใหญ่ และการเปิดเผยกรณีฉาวเกี่ยวกับการฉ้อโกงนักศึกษา กลับกลายเป็นชนวนของการถกเถียงที่ลึกซึ้งกว่าเดิม บทความนี้เป็นรายงานเชิงสารคดีที่จะพยายามอธิบายว่าทำไมความรู้สึกนี้จึงเกิดขึ้น แยกแยะประเด็นเชิงโครงสร้างและเชิงสังคมที่เกี่ยวข้อง และเสนอแนวทางที่อาจช่วยลดความตึงเครียดลงได้
ภาพรวมของปรากฏการณ์: เมื่อสัญลักษณ์กลายเป็นชนวน
เมื่อชุมชนใดชุมชนหนึ่งเพิ่มขนาดอย่างรวดเร็ว สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมจะกลายเป็นตัวแทนของการเปลี่ยนแปลงที่มากกว่าเดิม ในช่วงปี 2023–2024 มีกรณีที่ดึงความสนใจของสาธารณชน ได้แก่ การเปิดตัวรูปปั้นเทพฮินดูขนาดใหญ่สองแห่งในเขตเมืองใหญ่ ใกล้สนามบินนานาชาติและในเมืองดาวรุ่งของชานเมือง เหตุการณ์เช่นการเปิดเผยรูปปั้นพระลอร์ดรามขนาดประมาณ 50 ฟุตในบริเวณใกล้กับสนามบิน และรูปปั้นหนุมานสูง 55 ฟุตในเมืองบรามป์ตัน ได้รับการมองจากสองมุมมองที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
สำหรับชุมชนฮินดู นี่คือการประกาศตัวตนและความภาคภูมิใจ เป็นสัญญาณว่า "เราอยู่ที่นี่" และ "เราจะอยู่ที่นี่ต่อไป" แต่สำหรับคนอีกกลุ่ม มันกลับดูเหมือนว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ข้ามเส้นบางอย่างไปแล้ว ความคิดเห็นออนไลน์และการสนทนาในพื้นที่ท้องถิ่นเริ่มสะท้อนความรู้สึกว่า "นี่ไม่ใช่แค่มัลติคัลเจอรัลลิสม์ แต่มันคือการเข้ามาแทนที่ทางวัฒนธรรม"
"ผมรู้สึกเหมือนเป็นคนแปลกหน้าในประเทศของตัวเอง" — เสียงจากผู้ที่เติบโตในย่านเดิมของเมืองหนึ่ง
นโยบายไม่ใช่คน: สาเหตุเชิงโครงสร้าง
ก่อนจะกล่าวโทษบุคคล ควรมองปัจจัยเชิงนโยบายที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ แคนาดาได้ตั้งเป้าการรับผู้อพยพ หากนับรวมผู้มีถิ่นฐานถาวร นักเรียนต่างชาติ และแรงงานชั่วคราว ตัวเลขการเข้าเมืองรายปีทะลุหลักหนึ่งล้านคน รัฐบาลมองว่าการเติบโตทางประชากรเป็นคำตอบของปัญหาแรงงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่การเร่งรับผู้อพยพโดยไม่มีการวางแผนด้านการผสานรวมอย่างเพียงพอ ได้สร้างช่องว่างระหว่างการคาดหวังของประชาชนและความเป็นจริงในพื้นที่
อีกประเด็นสำคัญคือกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีสัดส่วนสูงสุด หนึ่งในนั้นคือชาวอินเดีย ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตอย่างรวดเร็วจนคาดการณ์ว่าจะมีประชากรชาวอินเดียในแคนาดาประมาณ 2 ล้านคนภายในปี 2025 หรือราวมากกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด ยังไม่รวมถึงนักเรียนหรือผู้ที่อยู่อย่างไม่เป็นทางการ
คำถามไม่ได้อยู่ที่ "ทำไมผู้คนอยากย้ายมา" เพราะการหาชีวิตที่ดีขึ้นเป็นเรื่องที่ทุกคนทำเมื่อมีโอกาส แต่นโยบายของรัฐที่อนุญาตการเข้าเมืองจำนวนมากโดยไม่มีมาตรการผสานรวมที่ชัดเจน กลายเป็นรูปธรรมของปัญหา: ไม่มีข้อบังคับที่เข้มงวดด้านภาษา ไม่มีแผนกระจายที่อยู่อาศัยระหว่างภูมิภาค และไม่มีการส่งเสริมให้เกิดการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ผลลัพธ์คือการสร้าง "สังคมคู่ขนาน" ที่คนกลุ่มต่างๆ อาศัยร่วมกันแต่แทบไม่สัมผัสกัน
วิกฤตที่อยู่อาศัย: จุดเดือดทางเศรษฐกิจ
ปัญหาที่คนส่วนใหญ่ชี้ว่าเป็นสาเหตุสำคัญของความขัดแย้งคือที่อยู่อาศัย เมื่อประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความต้องการบ้านและห้องพักก็พุ่งสูงขึ้น ราคาที่อยู่อาศัยในตัวเมืองใหญ่อย่างโตรอนโตและแวนคูเวอร์พุ่งทะลุล้านดอลลาร์จนกลายเป็นเรื่องปกติ และค่าเช่าก็สูงขึ้นตาม
ในปี 2023 เพียงปีเดียว มีนักเรียนชาวอินเดียเข้ามาแล้วประมาณ 320,000 คน นักเรียนเหล่านี้ต้องการที่พัก อพาร์ตเมนต์หลายหน่วยถูกเช่าทั้งหลังและแบ่งเช่าต่อกัน นักลงทุนจากเครือญาติหรือกลุ่มทุนส่วนตัวร่วมกันซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่า การประมูลราคาที่สูงขึ้นทำให้ผู้ที่เกิดในพื้นที่เดิมถูกบีบให้ออกไปจากตลาด
คำร้องเรียนจากคนท้องถิ่นสะท้อนถึงความรู้สึกส่วนตัวที่หนักแน่น "เราไม่สามารถแข่งขันได้" "เราไม่สามารถอยู่ในย่านของเราได้อีก" ข้อเท็จจริงคือ เมื่อมีความต้องการสูงและอุปทานไม่เพียงพอ ราคาจะไต่ขึ้น แต่การรับผู้อพยพในระดับที่รัฐกำหนดโดยไม่มีมาตรการรองรับที่อยู่อาศัยทำให้คนธรรมดารู้สึกว่าพวกเขาถูกผลักออกจากบ้านของตนเอง
แรงเสียดทานทางวัฒนธรรม: เมื่อธรรมเนียมชนกัน
ความตึงเครียดด้านวัฒนธรรมมาจากความแตกต่างเชิงพฤติกรรมที่ชัดเจน ในสังคมแคนาดา มาตรฐานสังคมที่ประณีตและให้ความสำคัญกับความเป็นระเบียบเรียบร้อยมักสื่อสารผ่านกฎปฏิบัติในพื้นที่สาธารณะ ขณะที่วัฒนธรรมจากบางชุมชนผู้อพยพมีลักษณะเป็นครอบครัวขยาย มีกิจกรรมรวมกลุ่ม และมีความดังตามธรรมเนียมในช่วงเทศกาล
ตัวอย่างเช่น งานแต่งงานและพิธีทางศาสนาขนาดใหญ่ในย่านชานเมืองอาจทำให้ถนนแน่น มีรถจอดทั้งตรอก มีเสียงดนตรีและพลุในยามค่ำคืน สำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่มาก่อน การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ถูกรับรู้ว่าเป็นการละเมิดบรรทัดฐานท้องถิ่น
ความขัดแย้งทวีความรุนแรงเมื่อมีเหตุการณ์ที่ถูกมองว่าไม่เหมาะสม เช่น คลิปวิดีโอที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการใช้ชายหาดเป็นสถานที่ทำธุระส่วนตัว เหตุการณ์นี้ยิ่งถูกขยายความเมื่อหน่วยงานสาธารณสุขของอัลเบอร์ตาต้องปิดพื้นที่บางส่วนของ Calling Lake Provincial Park Beach หลังพบว่าระดับแบคทีเรียในน้ำไม่ปลอดภัย
ปัญหาที่อ่อนไหวยิ่งขึ้นคือการตอบสนองของสังคม หากเสียงวิจารณ์ถูกตีความหรือถูกโต้แย้งว่าเป็นการเหยียดเชื้อชาติ การวิพากษ์วิจารณ์ด้านพฤติกรรมจะถูกมองว่าเป็นการโจมตีตัวตน ผลคือคนที่ไม่พอใจรู้สึกถูกปิดปากและย้ายไปแสดงความไม่พอใจในพื้นที่ที่ไม่เปิดเผยตนเองเช่นเว็บบอร์ดหรือกลุ่มแชท ซึ่งเป็นแหล่งเพาะบ่มความขัดแย้งเชิงลบได้ง่าย
ถนน กฎ และชื่อเสียง: ปัญหาการขับขี่และประกันภัย
อีกหนึ่งประเด็นที่กลายเป็นหัวข้อถกเถียงคือพฤติกรรมการขับขี่และค่าประกันรถยนต์ โดยเฉพาะในภูมิภาค Peel ที่เมืองบรามป์ตันตั้งอยู่ ตัวเลขจากบริษัทประกันภัยรายงานว่าอัตราเคลมอุบัติเหตุสูงกว่าในพื้นที่อื่นถึง 20–25 เปอร์เซ็นต์
การถกเถียงเกี่ยวกับสาเหตุแบ่งเป็นหลายมุม บางคนชี้ว่าเป็นพฤติกรรมการขับขี่ที่คุ้นเคยกับการขับในสภาพถนนที่แตกต่าง บางคนกล่าวว่ามีปัญหาเรื่องการสอบขับขี่ที่ไม่เข้มงวดหรือแม้แต่การทุจริตในโรงเรียนสอนขับ ความเป็นจริงคือการจ่ายเบี้ยประกันที่สูงขึ้นกระทบต่อกระเป๋าของพลเมืองทุกคน ส่วนคนที่ไม่เคยมีประวัติอุบัติเหตุก็ยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเพราะเหตุที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของตน
ชื่อเสียงด้านการขับรถของคนจากชุมชนใดชุมชนหนึ่งเมื่อถูกย่ำยีในมีมและเรื่องเล่าออนไลน์ จะยิ่งทำให้การตอบสนองของคนท้องถิ่นรุนแรงขึ้น เพราะมันสะท้อนถึงค่าใช้จ่ายจริงที่อยู่ภายใต้ความไม่พอใจ เช่น ที่คนในพื้นที่กล่าวว่า "เบี้ยประกันของคนที่นี่พุ่งขึ้นแต่เราไม่ได้ทำอะไรผิด"
แรงกดดันต่อระบบสาธารณูปโภค: โรงพยาบาล โรงเรียน และขนส่ง
ความสามารถในการรองรับของระบบสาธารณูปโภคถูกทดสอบอย่างหนักในหลายพื้นที่ โรงพยาบาลในบางจังหวัดรายงานเวลารอคอยในห้องฉุกเฉินเฉลี่ยสูงถึง 20 ชั่วโมง ขณะที่คนแคนาดาจำนวนมากยังไม่มีแพทย์ประจำครอบครัว ประมาณ 17 เปอร์เซ็นต์ของประชากรรายหนึ่งไม่มีแพทย์ประจำตัว
สถานการณ์ในโรงเรียนก็ไม่แตกต่างกัน จากการมาถึงของนักเรียนต่างชาติหลายแสนคน ห้องเรียนบางหลักสูตรในโตรอนโตมีสัดส่วนนักเรียนต่างชาติเกือบครึ่งหนึ่ง ซึ่งหมายถึงแรงกดดันต่อที่พักนักศึกษา บริการแนะแนว และแม้แต่โอกาสในการเข้าศึกษาของคนท้องถิ่น
ระบบขนส่งมวลชน แน่นอนว่ารู้สึกได้ชัด รถเมล์และรถไฟมีความแออัดมากขึ้น เสียงบ่นเกี่ยวกับความจอแจและมารยาทบนระบบขนส่งเป็นเรื่องปกติ ในมุมมองของประชาชนทั่วไป การมาถึงอย่างรวดเร็วของผู้คนจำนวนมากโดยไม่มีการลงทุนที่เท่าทันในโครงสร้างพื้นฐานคือสาเหตุหลัก
ปัญหาการฉ้อโกงและคดีทุจริต: หัวข้อที่ยิ่งเพิ่มความตึงเครียด
การฉ้อโกงเกี่ยวกับการเข้าเมือง หลอกลวงข้อเสนอการจ้างงาน และจดหมายรับเข้าจากสถาบันการศึกษาเทียมเป็นปัญหาที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองแคนาดาในปี 2023 ตรวจพบจดหมายรับเข้าที่ปลอมแปลงจำนวนมากซึ่งเป็นช่องทางให้นักเรียนต่างชาติเข้ามาในประเทศ
กรณีทุจริตและการฉ้อโกงที่เผยแพร่ในสื่อสร้างความรู้สึกว่า "ระบบถูกแทรกแซง" และเมื่อการบังคับใช้เกิดขึ้นช้า ผู้คนรู้สึกว่ามีการปฏิบัติที่ไม่เสมอภาค ในหลายกรณี การดำเนินการช้าจนทำให้ภาพลักษณ์ของการเข้าเมืองโดยชอบธรรมได้รับบาดเจ็บ
นอกจากนี้ โทรศัพท์หลอกลวงและคอลเซ็นเตอร์ที่มีรากเหง้ามาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะมีการชี้เป้าว่าเชื่อมโยงไปยังประเทศอินเดีย ได้กลายเป็นเรื่องที่สื่อมวลชนและตำรวจแคนาดาเตือนประชาชนอยู่เป็นระยะ การฉ้อโกงลักษณะนี้ทำให้เหยื่อจำนวนมากสูญเสียทรัพย์สินและความเชื่อมั่น ซึ่งยิ่งเสริมสร้างทัศนคติทั่วไปที่ไม่ไว้วางใจต่อกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกเชื่อมโยง
วิกฤตตัวตน: เมืองที่รู้สึก "ไม่ใช่ประเทศของเราอีกต่อไป"
เมื่อประชากรของชุมชนหนึ่งกลายเป็นสัดส่วนสำคัญในเมือง เช่น บรามป์ตันที่มีชาวอินเดียใกล้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของประชากร ความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในพื้นที่เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ง่าย ป้ายร้านค้า ภาษาที่ได้ยินตามท้องถนน อาหารที่หาได้ทั่วทุกมุมคือสัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลง
สำหรับบางคน นี่คือรากฐานของความภูมิใจในความหลากหลาย แต่สำหรับบางคน มันคือสัญญาณของการสูญเสียความคุ้นเคยและตัวตนดั้งเดิม "เมืองนี้ไม่เหมือนเดิม" เป็นคำบอกเล่าที่สะท้อนความเศร้าและความกลัว คนเหล่านี้ถามว่าแคนาดาจะยังคงมีวัฒนธรรมร่วมอะไรที่เป็นเอกลักษณ์ หรือพื้นที่สาธารณะจะถูกแย่งไปเป็นพื้นที่สำหรับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ผลสำรวจความคิดเห็นมีการเปลี่ยนทิศไปในช่วงหลัง ๆ ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากขึ้นเริ่มเชื่อว่าระดับการรับผู้อพยพสูงเกินไป นี่เป็นสัญญาณว่าความรู้สึกไม่พอใจได้ข้ามจากการพูดคุยในวงจำกัดไปสู่การรับรู้ของสาธารณชนทั่วไป
มุมมองสองด้าน: ทำความเข้าใจทั้งความกังวลและสิทธิของผู้อพยพ
การรายงานเชิงสารคดีต้องให้พื้นที่แก่มุมมองทั้งสอง ฝ่ายหนึ่งมองว่าการเรียกร้องความยุติธรรมต่อคนที่เกิดและเติบโตในพื้นที่มีเหตุผลเมื่อพวกเขาถูกบีบออกจากการเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐาน อีกฝ่ายหนึ่งย้ำว่าผู้อพยพคือผู้ที่ทำงานหนักเพื่อสร้างชีวิตใหม่ให้กับครอบครัวของตน และการวิพากษ์วิจารณ์ที่รวบยอดเป็นการเหยียดเชื้อชาติเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรม
สิ่งที่ชัดเจนคือหลายฝ่ายไม่ได้ต่อต้านการย้ายถิ่นโดยตัวมันเอง แต่ปัญหาอยู่ที่ความรู้สึกว่าการจัดการและการวางแผนของรัฐไม่เพียงพอ เมื่อผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนชัดเจน และเมื่อช่องทางการแสดงความไม่พอใจถูกปิดเนื่องจากกลัวถูกตราหน้าว่าเหยียดเชื้อชาติ ความตึงเครียดจึงทวีมากขึ้น
แนวทางแก้ไขและข้อเสนอเชิงนโยบาย
การแก้ปัญหานี้ต้องการการตอบสนองทั้งระยะสั้นและระยะยาว และต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมทั้งต่อประชากรที่เกิดในประเทศและผู้อพยพ ข้อเสนอเชิงนโยบายที่อาจช่วยบรรเทาความตึงเครียด ได้แก่
- การวางแผนรับผู้อพยพตามศักยภาพของพื้นที่
รัฐควรกำหนดเป้าการรับผู้อพยพที่สอดคล้องกับความสามารถรองรับของจังหวัดและเทศบาลนั้นๆ ไม่ใช่การตั้งเป้าระดับประเทศแบบเดียวกันทั้งหมด การกระจายผู้อพยพให้ทั่วถึงจะช่วยลดแรงกดดันในเมืองใหญ่ - มาตรการผสานรวมเชิงรุก
การฝึกอบรมภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศสเชิงบังคับ การให้ความรู้เกี่ยวกับกฎระเบียบท้องถิ่น และโปรแกรมการแลกเปลี่ยนระหว่างชุมชน จะช่วยให้ผู้อพยพปรับตัวและเข้าร่วมกิจกรรมในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น - การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
ระดับการรับผู้อพยพที่สูงต้องมาพร้อมกับการลงทุนในที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภค โรงพยาบาล โรงเรียน และขนส่งมวลชน เพื่อไม่ให้ประชากรเดิมต้องรับภาระในระยะยาว - การบังคับใช้กฎหมายด้านการเข้าเมืองและการศึกษา
การปราบปรามสถาบันการศึกษาเทียม การตรวจสอบจดหมายรับเข้าที่ปลอม และการดำเนินคดีต่อผู้ที่ทุจริตจะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของสาธารณชน - มาตรการด้านการขับขี่และประกัน
การตรวจสอบมาตรฐานการสอบขับขี่ การให้โปรแกรมฝึกอบรมการขับขี่ในสภาพอากาศหนาว และมาตรการต่อต้านการทุจริตในโรงเรียนสอนขับ จะช่วยลดอุบัติเหตุและความไม่พอใจเกี่ยวกับเบี้ยประกัน - การสร้างพื้นที่สาธารณะเพื่อการเจรจาระหว่างชุมชน
การส่งเสริมการพบปะสังสรรค์ระหว่างชุมชนผ่านงานเทศกาลที่ร่วมกันจัด การประชุมสาธารณะ และเวิร์กช็อปการทำความเข้าใจกัน จะช่วยลดความหวาดกลัวและความไม่ไว้วางใจ
บทสรุป: สัญญาณเตือนที่ต้องไม่มองข้าม
ความตึงเครียดระหว่างชาวแคนาดาและชาวอินเดียที่สังเกตได้ในช่วงหลังไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นผลลัพธ์ของนโยบาย การวางแผนที่ไม่สอดคล้อง และการขาดพื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อการผสานรวม เมื่อผู้คนรู้สึกว่าทรัพยากรและตัวตนของพวกเขาถูกคุกคาม เสียงเรียกร้องจะดังขึ้น และหากไม่ได้รับการตอบสนองอย่างจริงจัง อาจนำไปสู่การแบ่งแยกทางสังคมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากการยอมรับความจริงหลายประการ: ผู้อพยพย่อมมีเหตุผลในการย้ายมา คนท้องถิ่นย่อมมีสิทธิในคุณภาพชีวิตที่ดี และรัฐมีหน้าที่ในการสร้างความสมดุลระหว่างสิทธิและความรับผิดชอบ การปัดความรับผิดชอบให้หมดไปโดยใช้วาทกรรมหรือข้อกล่าวหาทางเชื้อชาติจะไม่ช่วยให้ใครได้ประโยชน์
ท้ายที่สุด การสนทนาเปิดเผยและจริงใจระหว่างชุมชนต่าง ๆ กับการทำงานเชิงนโยบายที่ครบเครื่องคือหนทางเดียวที่จะทำให้แคนาดายังคงเป็นประเทศที่ต้อนรับได้โดยไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง หากไม่เริ่มต้นการสนทนาและการปรับนโยบายตั้งแต่วันนี้ ความรู้สึก "ฉันเป็นคนแปลกหน้าในประเทศของฉันเอง" อาจกลายเป็นความจริงที่ยากจะย้อนกลับได้
เรียงลำดับการดำเนินการที่ควรเร่งด่วน
- ตรวจสอบและปรับเป้าการรับผู้อพยพให้สอดคล้องกับความสามารถของพื้นที่
- เพิ่มงบประมาณเพื่อที่อยู่อาศัยสาธารณะและบริการสาธารณะ
- กำหนดโปรแกรมผสานรวมเชิงบังคับสำหรับผู้มาถึงใหม่
- เสริมการบังคับใช้กฎหมายเพื่อต่อสู้กับการฉ้อโกงและสถาบันการศึกษาปลอม
- สร้างเวทีการสนทนาระหว่างชุมชนเพื่อฟื้นฟูความไว้วางใจ
คำถามเชิงวิพากษ์ที่ต้องตั้งไว้ต่อไป
- แคนาดาสามารถรักษาความเป็นประเทศต้อนรับได้โดยไม่สูญเสียความยุติธรรมต่อพลเมืองเดิมได้อย่างไร
- รัฐบาลควรมีมาตรการอะไรบ้างเพื่อป้องกันการก่อตัวของ "สังคมคู่ขนาน"
- ประชาชนจะถูกเชิญให้เข้าร่วมการตัดสินใจเชิงนโยบายเกี่ยวกับการย้ายถิ่นอย่างไรเพื่อให้เกิดการยอมรับร่วมกัน
รายงานเชิงสารคดีฉบับนี้ไม่ได้มีเจตนาจะชี้นำให้โทษหรือปกป้องฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่มีข้อเท็จจริง แต่ต้องการจุดประกายการอภิปรายอย่างตรงไปตรงมาและมีข้อมูล เพื่อให้สังคมสามารถเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างมีสติและมีแผน การละเลยสัญญาณเตือนหรือการเพิกเฉยต่อความเจ็บปวดของประชาชนเพียงฝ่ายเดียว อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ทั้งประเทศจะต้องจ่ายค่าทางสังคมในระยะยาว